วันอังคารที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2558

การสร้างความคิดรวบยอด

      ยุคนี้เป็นยุคที่น่าสนใจเป็นอย่างมาก เป็นยุคที่ข้อมูลข่าวสาร ความรู้ต่างๆของมนุษย์ สามารถเข้าถึงได้ง่าย ยิ่งกว่าการปลอกกล้วยเข้าปาก
     แต่ในทางกลับกัน อาจเป็นยุคที่น่าปวดหัวสำหรับใครหลายๆคน.....ที่วิ่งไม่ทันความรวดเร็วของมัน
     โลกไม่ได้หมุนเร็วขึ้น แต่คนเคลื่อนที่เร็วขึ้น
     ซึ่งผมทายว่า ระดับความดันหรือระดับชีพจรเฉลี่ยของคนในยุคนี้ น่าจะสูงกว่าคนในอดีต
     หากเราผูกโยงตัวเองเข้ากับสังคม คนในสังคมเคลื่อนที่เร็ว เราก็ย่อมต้องเคลื่อนเร็วตามไปด้วย
     การกระทำของคนในสังคม มีผลกระทบต่อเรา
     เมื่อคนพูดเร็ว ทำเร็ว คิดเร็ว หายใจเร็ว อาจเหนี่ยวนำให้เราเร็วตาม.... หรือไม่ก็ทำให้เราท้อใจ

    เราจะอยู่ได้อย่างใร ในยุคแห่งโอกาส หรือทางสองแพร่งเช่นนี้
                    หากจับถูกทาง ก็ไปโลด
                    หากจับผิดทาง ก็ไปริ่ง

    ผมอยากแนะนำให้ฝึกวิธีคิดแบบ "รวบยอด" หรือภาษาปะกิตใช้คำว่า Conceptual Thinking คือการคิดเพื่อสร้าง "ความเข้าใจ" หรือสร้างนิยามส่วนตัว โดยมีการเชื่อมโยงกับความรู้ต่างๆในสมองของเรา "อย่างเป็นระบบ"

  การศึกษาในระบบโรงเรียน ไม่ได้ฝึกสร้าง Conceptual Thinking เท่าไร เพราะเป็นการเรียนแบบ "แยกวิชา" และเรียนแบบ "นกแก้ว นกขุนทอง" จำเพื่อนำไปสอบ  ไม่ได้ให้ฝึก ใช้ความคิด

  เราจึงต้องพึ่งตนเองในเรื่องนี้ (เสียใจด้วยนะครับ เด็กเรียนทั้งหลาย) แต่ผู้ใฝ่รู้ที่แท้จริง (ไม่ใช่เรียนเพียงเพื่อทำเกรด) ย่อมเข้าใจในประเด็นนี้ เพราะผู้ใฝ่รู้ ต้องมองเห็น "กรอบ" ที่มาตีให้ความคิดตนเอง และสามารถออกจากกรอบนั้นได้

   สังคมยุคใหม่ ต้องการคนที่คิดได้ คิดเป็น ไม่ใช่คนที่ จำได้ คิดไม่เป็น  หลายครั้งที่คนเรามัวแต่วิพากย์ วิจารณ์สิ่งต่างๆ หรือข้อมูลข่าวสารต่างๆที่เกิดขึ้น โดยอาจโพสคำวิจารณ์นั้นๆลงเฟสบุค เพื่่อแสดงความคิดของตน นั่นเป็นการใช้ Social Power เพียงส่วนเดียวเท่านั้น ซึ่งหากเขาเปลี่ยนเป็น วิเคราะห์ ตีความ แล้วจึงวิพากย์ และนำเสนอ ก็จะดีกว่า สังคมเชื่อข่าวลือก็จะลดทอนลงบ้าง

  การฝึกสร้างความคิดรวบยอด สามารถทำได้โดยการฝึกการสรุปความ, การย่อความ, การวิพากย์ (ยังไม่นำเสนอนะครับ หมายถึงฝึกในสมอง) เช่น เมื่อรับข่าวสารมาจากสื่อต่างๆ ก็อย่าพึ่งใส่ความคิดเห็นหรือความรู้สึกส่วนตัวเข้าไป ให้พิจารณาข่าวสารนั้นแล้วแปลงเป็นรูปภาพในใจ โดยมีตรรกะที่ถูกต้องเป็นหลัก
    เช่น คุณอาจสรุปความได้ดังนี้
      1.ข่าวในหนังสือพิมพ์นี้ส่วนใหญ่เป็นข่าวอาชญากรรม รองลงมาเป็นการเมือง เป็นข่าวร้ายมากกว่าข่าวดี ฯลฯ
     2. การเรียนหนังสือก็เพื่อการออกไปทำงาน แต่ไม่เกี่ยวกับเรื่องของการหาความสุข
     3. เพื่อนส่วนใหญ่ก็อยากสนุก การชวนเราไปเที่ยวก็เพื่ออยากมีเพื่อนสนุก ไม่ได้หวังดีต่อเราอย่างแท้จริง
     ฯลฯ

    การฝึกความคิดรวบยอด เป็นเช่นนี้..... เป็นการสรุป

    แต่อย่าลืมว่า คุณอาจสรุปผิดได้
    แต่ก็ยังดีกว่า ไม่ได้ฝึก
    ทางที่ดี ฝึกไว้แล้วทำการ วิพากย์บทสรุปของตนเองอีกชั้นหนึ่ง และเปิดใจกว้างเสมอสำหรับคำวิพากย์จากผู้อื่น

    ความจริงแท้ ย่อมต้องผ่านการพิสูจน์
    เมื่อเวลาผ่านไป คุณจะมองเห็นความจริงเอง

ครูของเรา เช่นศาสดาต่างๆ ท่านก็ใช้วิธีการเช่นนี้
    เช่น พระพุทธเจ้ากล่าวว่า สังขารต่างๆล้วนเป็นทุกข์ หรือสรรพสิ่งในสากลจักรวาลนี้ ล้วนเป็นทุกข์....สิ่งนี้เป็นความคิดรวบยอดที่ชัดเจน ตรงประเด็น และสั่นคลอนจิตใจได้อย่างแท้จริง (สังขาร ภาษาบาลี หมายถึง สิ่งปรุงแต่ง)
   หรือ ความจริงที่ควรรู้ มีเพียง 4 ข้อ คือ ทุกข์ เหตุแห่งทุกข์ การดับไปแห่งทุกข์ และทางดำเนินไปให้ถึงการดับแห่งทุกข์ ....นี่ก็เป็นยอดแห่งความคิดรวบยอดอีกเช่นกัน


    ความคิดรวบยอด เป็นสิ่งสำคัญสำหรับ การใช้ชีวิต ณ ขณะนี้



วันพุธที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2558

บูรณาการ ด้วยวิทยาการคอมพิวเตอร์

หมายเหตุ : บทความนี้ ผมเขียนเพื่อเสนอวารสารวันวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม ปี 2558 ซึ่งนำมาลงอีกครั้งหนึ่งในบล็อกแห่งนี้ด้วยครับ ใครอ่านแล้วชอบ สามารถแชร์ต่อได้นะครับ ขอบคุณครับ
--------------------------------------------------------------------------------------

บทนำ
          ยุคนี้เป็นยุคของการบูรณาการ ดังที่นายแพทย์วิธาน ฐานะวุฑฒ์ ได้กล่าวไว้ในหนังสือ หัวใจใหม่-ชีวิตใหม่ ซึ่งพ้นจากยุคเก่าซึ่งเป็นยุคของการเกษตร, อุตสาหกรรม ตามลำดับ เป็นยุคของเทคโนโลยี พลังแห่งข้อมูลข่าวสาร พลังแห่งสติปัญญา เช่นเดียวกับ นายแพทย์ ประสาน ต่างใจ ผู้ซึ่งได้ศึกษาปรัชญาอันลึกซึ้งทั้งฝั่งตะวันตก และตะวันออก ได้กล่าวในลักษณะเดียวกันว่า โลกกำลังเข้าสู่ยุคใหม่ ที่คนทั้งโลกเป็นหนึ่งเดียวกัน ผ่านการสื่อสารอันรวดเร็ว ความรู้ทางวิทยาศาสตร์และจิตศาสตร์ ได้มาบรรจบกันเพื่อสร้างสังคมโลกยุคใหม่ อีกทั้งท่านอาจารย์วิจารณ์ พานิช ผู้บุกเบิกแนวคิดด้านการเรียนรู้แห่งศตวรรษที่ 21 ยังได้กล่าวถึงความจำเป็นที่จะต้องเปลี่ยนแปลงระบบการศึกษาใหม่ โดยท่านกล่าวว่า สาระวิชาก็มีความสำคัญ แต่ไม่เพียงพอสำหรับการเรียนรู้เพื่อมีชีวิต ในโลกยุคศตวรรษที่ 21 ปัจจุบันการเรียนรู้สาระวิชา (content หรือ subject matter) ควรเป็นการเรียนจากการค้นคว้าเองของศิษย์ โดยครูช่วยแนะนำ และช่วยออกแบบกิจกรรมที่ช่วยให้นักเรียนแต่ละคนสามารถประเมินความก้าวหน้าของการเรียนรู้ของตนเองได้ นั่นหมายความว่า การศึกษาแบบแบ่งแยกเป็นสาขาวิชาหรือสายวิทย์, สายศิลป์ แบบในอดีต ไม่เพียงพอกับการศึกษาในอนาคตแล้ว เนื่องจากความรู้ทั้งหมดในทุกสาย จำเป็นต้องใช้ในการทำงานและการใช้ชีวิตทั้งสิ้น การบูรณาการจึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับผู้คนในสังคมยุคใหม่นี้

การแบ่งแยก นำมาซึ่งปัญหา
          เคน วิลเบอร์ (Ken Wilber) คือผู้บุกเบิกด้านทฤษฎีการบูรณาการที่แท้จริง ดังที่ได้กล่าวไว้ในหนังสือเรื่อง ไร้พรมแดน (No Boundary) โดยเคน ได้กล่าวว่าตั้งแต่อาดัม ได้เริ่มตั้งชื่อให้กับสัตว์และสิ่งของต่างๆ ก็ทำให้เกิดการแบ่งแยกขึ้นมาตั้งแต่ตอนนั้น และเมื่อแบ่งแยก ก็เกิดพรมแดนเกิดขึ้น เมื่อเกิดพรมแดน ก็เกิดสงครามขึ้นตามมา ในความคิดของผู้เขียนเห็นว่า การศึกษาก็เช่นกัน ตั้งแต่นักการศึกษาได้แบ่งแยกขอบเขตของการศึกษา เขาได้ทำให้เกิดพรมแดนของความรู้ขึ้น นักเรียนถูกแบ่งออกเป็นสายช่าง, สายวิทย์, สายศิลป์ นักเรียนที่ยังเป็นเด็ก เมื่อถูกแบ่งแยก ก็ไม่อยากข้ามไปในพรมแดนอื่น นักเรียนสายวิทย์ ไม่สนใจศิลปะและดูถูกเรื่องศิลปะ นักเรียนสายศิลป์รังเกียจตัวเลข สิ่งเหล่านี้ส่วนหนึ่งเกิดจากระบบการศึกษาที่แบ่งแยกพรมแดนดังกล่าว ทั้งที่ในโลกแห่งการทำงานหรือการใช้ชีวิตจริง หาได้มีการแบ่งแยกอย่างใดไม่ การค้าขายต้องการทั้งศาสตร์และศิลป์ หรือศิลปินที่ยิ่งใหญ่ก็ต้องใช้หลักทางวิทยาศาสตร์ในการคำนวณสัดส่วนต่างๆเช่นกัน
          จุดสังเกตหนึ่งจะเห็นว่า นักวิทยาศาสตร์หรือนักปราชญ์ที่ยิ่งใหญ่ของโลกทุกท่านล้วนไม่จำกัดตนเองอยู่ในสายใดสายหนึ่งหรือความรู้ด้านใดด้านหนึ่งเท่านั้น หรืออาจจะเป็นโชคดีของท่านก็ได้ที่ในยุคนั้น การศึกษายังไม่ได้มีการแบ่งแยกอะไรมากมาย จุดสังเกตอีกอย่างหนึ่งคือ การศึกษาในอดีตจะผูกโยงกับเรื่องทางจิตวิญญาณ (ไม่ใช่แค่ในเชิงศาสนา แต่หมายถึงนักวิทยาศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ล้วนมีจิตใจบริสุทธิ์ไร้อคติใดๆ ซึ่งบางครั้งผลการศึกษาที่ได้นั้น กลับมีความขัดแย้งกับหลักศาสนา เช่นในกรณีของกาลิเลโอ หรือ ชาลส์ ดาร์วิน เป็นต้น) จุดเริ่มต้นของข้อสงสัยลึกๆของนักวิทยาศาสตร์นั้น เกิดจากตนเอง ไม่ได้เกิดจากการคิดตามผู้อื่น และเกิดจากความสนุกในการคิดหาคำตอบ เช่น  นิวตันและไอน์สไตน์อยากจะรู้จักธรรมชาติที่แท้จริงของพลังงานและแรงต่างๆ, ชาลส์ ดาร์วิน อยากจะรู้ธรรมชาติของสิ่งมีชีวิต ความอยากรู้ตรงนี้คือพลังแห่งการเรียนรู้ที่แท้จริง ซึ่งเป็นกุญแจสู่การเรียนรู้แห่งศตวรรษที่ 21 และการเข้าสู่สังคมยุคแห่งการบูรณาการ
         
การเรียนรู้แบบบูรณาการ
          การจะเปลี่ยนแปลงทัศนคติหรือกระบวนทัศน์ของแต่ละคน เป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลาพอสมควร เช่นเดียวกัน กระบวนทัศน์ของผู้คนทุกวันนี้ส่วนใหญ่ยังมีการแบ่งแยกอยู่ จึงต้องค่อยๆเปลี่ยนค่อยๆปรับ ทุกวันนี้คำว่า การศึกษาถือว่าไม่เพียงพอและมีข้อจำกัด ซึ่งคำว่า การเรียนหนังสือ ยิ่งเป็นคำที่ฟังดูแล้วน่าเบื่อ เนื่องจากพ่อแม่ต่างใช้คำนี้กับลูกๆทั้งสิ้น คำพูดเหล่านี้ทำให้นึกถึง ระบบ การถูกบังคับ การขาดอิสรภาพ และสุดท้ายคือ การขาดความคิดสร้างสรรค์ และขาดความสุข
          คำพูดที่ควรจะใช้ในยุคนื้คือคำว่า การเรียนรู้ (Learning) ควรเลิกใช้คำว่าไปโรงเรียน, ไปเรียนหนังสือ, หรือ ไปศึกษา ควรใช้คำว่า ไปเรียนรู้ ความรู้สึกของผู้พูดและผู้ฟังจะเปลี่ยนไปมากทีเดียว เท่าที่ผู้เขียนสังเกตจากผู้คนรอบข้างลองซักถามความคิดเห็นดู ส่วนใหญ่ต่างมีมุมมองในแง่ลบต่อการเรียนหนังสือทั้งสิ้น เนื่องจากเข็ดขยาดกับการต้องไปโรงเรียน แต่คำว่า ไปเรียนรู้ หากเข้าใจจริงๆแล้วจะเป็นเรื่องสนุก น่าสนใจ และไม่จำกัดเพียงแต่ในห้องเรียนเท่านั้น การเรียนรู้เกิดขึ้นได้ทุกที่ ทุกเวลา และจัดว่าเป็นของขวัญที่ธรรมชาติมีให้กับมนุษย์เลยทีเดียว
          การเรียนรู้แบบบูรณาการ จึงเป็นกิจกรรมที่สนุกที่สุด โดยสามารถทำให้เกิดขึ้นได้เสมอ ในทุกๆที่ ด้วยเครื่องมือต่างๆที่สามารถใช้ได้ ทั้งอินเทอร์เน็ต, หนังสือ, แท็ปเล็ต, โทรศัพท์มือถือ, สมาร์ทโฟน ฯลฯ ดังที่บทความนี้จะกล่าวถึงคือ การนำวิทยาการทางด้านคอมพิวเตอร์มาใช้เพื่อเข้าถึงการเรียนรู้แบบบูรณาการ ซึ่งเมื่อสิ่งนี้เกิดขึ้นแล้ว ห้องเรียนจะกลายเป็นห้องเล่น, หนังสือจะกลายเป็นมิตร, โรงเรียนจะกลายเป็นสวนสนุก และโลกมนุษย์ก็จะกลายเป็นสวรรค์ มนุษย์จะมีความสุขหากได้เรียนรู้และนำสิ่งที่เรียนรู้ไปใช้ได้อย่างได้ผล ยิ่งจะเกิดความปีติในดวงใจและยิ่งอยากเรียนรู้มากยิ่งขึ้น

ความรู้ไม่มีการแบ่งแยก
          เมื่อคุณมองไปที่ก้อนหิน 1 ก้อน คุณมองเห็นสิ่งใด ในความเป็นจริงก้อนหิน 1 ก้อนสามารถนำไปสู่ความรู้อันหลากหลายได้ เช่น ฟิสิกส์, เคมี, นิเทศศาสตร์, ปรัชญา, รัฐศาสตร์ ฯลฯ ซึ่งขึ้นอยู่กับมุมมองที่เราต้องการมอง สิ่งนี้คือหลักการของ การเรียนรู้แบบบูรณาการ เป็นการแสวงหาความรู้ที่แท้จริง เข้าถึงความเข้าใจอันแท้จริงในสิ่งที่ต้องการเรียนรู้ ไม่มีการแบ่งแยกใดๆ มีเพียงคนๆหนึ่งที่รักในการแสวงหาความรู้ และความจริง
          ผู้ที่เรียนจบแล้วเข้าสู่โลกแห่งการทำงานจะรู้ดีว่า ความรู้ที่ตนเองเรียนมาในสมัยเป็นนักเรียนและนักศึกษา สามารถนำมาใช้ในการทำงานได้เพียงบางส่วนเท่านั้น ความรู้ที่เหลือล้วนมาจากประสบการณ์และการเรียนรู้ทั้งสิ้น บางคนถึงขนาดเสียดายเวลาที่ใช้ไปในการศึกษาเหล่านั้น สิ่งเหล่านี้สะท้อนความล้าสมัยของระบบการศึกษา ผู้เขียนไม่ได้ปฏิเสธระบบการศึกษา เพียงแต่ต้องการสอบถามตัวระบบการศึกษาว่า ดีพอหรือยัง ระบบการศึกษาที่ดีควรมีพลวัต ปรับเปลี่ยนตัวเองได้ตลอดเวลา ระบบการศึกษาที่ดีควรสร้างประโยชน์อันสูงสุดให้กับประชาชน ควรมีการอภิปรายแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันในกลุ่มผู้สอน พูดคุยในแบบรื่นรมย์ (แต่ได้สาระ) มากกว่าการสร้างเอกสารหลักฐานเชิงคุณภาพต่างๆ ซึ่งเป็นวิธีการของหน่วยงานด้านอุตสาหกรรม แต่การเรียนรู้และความรู้เป็นนามธรรม การวัดในเชิงตัวเลขบางกรณีจึงทำได้ยาก และอาจลดทอนเวลาของผู้สอนแทนที่จะไปศึกษาหาความรู้เพื่อนำมาถ่ายทอดให้กับผู้เรียน การสอนที่ดีควรสอนด้วยจิตวิญญาณ หาใช่สอนแบบหุ่นยนต์ตามรูปแบบอันน่าเบื่อ
          ปัญหาของการศึกษาได้แก่ ระบบการศึกษาในอดีตที่เน้นการให้ความรู้ ซึ่งธรรมชาติของความรู้มีความเป็นพลวัตอยู่แล้ว ความรู้บางอย่างเป็นเรื่องเก่าในเวลาอันรวดเร็ว เช่นความรู้ทางด้านเทคโนโลยีเป็นต้น ส่วนความรู้บางอย่างก็เป็นพื้นฐานสำหรับเรื่องอื่นๆ ระบบการศึกษาจะต้องแยกแยะระหว่าง ความรู้พื้นฐานกับความรู้ตามเวลา และควรจะเน้นสอนทักษะการเรียนรู้ มากกว่าความรู้ เนื่องจากเป็นทางลัดให้กับผู้เรียนในการแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง (แต่ผู้เรียนจะเข้าใจกลับกันว่า ต้องการความรู้เลยเพื่อเป็นทางลัด) เมื่อผู้เรียนมีทักษะการเรียนรู้ที่ครบถ้วน ก็พร้อมที่จะเข้าไปเสาะหาความรู้ด้วยตนเองได้ นี่จึงเป็นกระบวนทัศน์ใหม่ของระบบการศึกษาในศตวรรษที่ 21 นี้
          ผู้เขียนอาจมีความคิดที่แหวกแนวมากคือ มหาวิทยาลัยไม่ควรมีหลักสูตรที่ยึดตามผู้เรียน เช่นผู้เรียนหลักสูตรนี้ก็จะเรียนแต่วิชาทางด้านนี้ หรือมีแผนการเรียนกำหนดไว้ ทำให้ไม่สามารถเดินออกไปจากแผนการเรียนได้ หรือแม้แต่มีโครงสร้างของหลักสูตรให้เลือกได้ในกรอบที่กำหนด ซึ่งก็ยังมีข้อจำกัดอยู่ดี แต่ผู้เขียนมีความคิดว่า มหาวิทยาลัยหรือโรงเรียนควรสร้างรายวิชาต่างๆที่มีผู้สอนที่เชี่ยวชาญในการสอนรายวิชานั้นๆ และผู้เรียนเข้าไปเลือกเรียนวิชาต่างๆได้ตามใจ ไม่จำเป็นต้องมีหน่วยกิตขั้นต่ำหรือขั้นสูง เขาอาจเรียนไปตลอดชีวิตก็ยังได้ เรียนไปทำงานไปด้วยก็ได้ หากทำสถาบันการศึกษาให้สามารถสอนผู้เรียนได้อย่างได้ผล (Outcome) ย่อมต้องมีผู้เรียนเข้ามาเรียนอย่างไม่ขาดสายแน่นอน แต่แนวคิดนี้จะมีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างระดับประเทศ ซึ่งคงต้องใช้เวลา (อาจเป็นเพียงความฝันลมๆแล้งๆของผู้เขียนก็ได้)

วิทยาการคอมพิวเตอร์ กับการบูรณาการความรู้
          ผู้เขียนอยู่ในสายของคอมพิวเตอร์ก็จริง แต่ผู้เขียนไม่ได้ฝังตัวเองอยู่แต่กับเรื่องของคอมพิวเตอร์ เพราะอย่างที่กล่าวแล้วว่า ความรู้ต้องบูรณาการ ดังนั้นการบูรณาการที่แท้จริง ต้องเริ่มที่ตัวเราก่อน ต้องเปิดตัวเอง ศึกษาเรื่องราวต่างๆอันหลากหลาย อ่านหนังสือ หาความรู้อย่างต่อเนื่อง รักในการเรียนรู้ แต่วัตถุประสงค์ของบทความฉบับนี้นั้นคือการเสนอแนะมุมมองของการนำวิทยาการด้านคอมพิวเตอร์เข้าไปช่วยเหลือต่อการเรียนรู้ดังกล่าวเท่านั้น หาได้ต้องการเสนอวิทยาการคอมพิวเตอร์เพียงตัวของมันเองไม่

เล่าสู่กันฟัง
อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนก็อยากจะบอกว่า ความรู้ด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์นั้น เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับอนาคตเป็นอย่างมาก ดังที่มิชิโอะ คากุ (Michio Kaku) ได้ทำนายไว้ในหนังสือมโนทัศน์แห่งอนาคต ซึ่งเขาได้ทำนายในแง่ของวิทยาศาตร์ว่า คอมพิวเตอร์ เทคโนโลยีชีวภาพ และ ควอนตัม จะเป็นเสาหลักของการพัฒนาด้านวิทยาศาตร์แห่งอนาคต ใครไม่รู้ในศาสตร์ใดศาสตร์หนึ่งก็จะตกขบวนของการพัฒนาทางวิทยาศาสตร์ และความรู้ในศาสตร์หนึ่งจะสามารถช่วยเหลือในศาสตร์อื่นได้ หากศาสตร์นั้นถึงทางตัน เช่น คอมพิวเตอร์เข้าไปช่วยถอดรหัสดีเอ็นเอในศาสตร์ของชีววิทยา และเมื่อชีววิทยาพัฒนาไป ก็จะไปช่วยสร้างสถาปัตยกรรมใหม่ให้กับคอมพิวเตอร์ เป็นต้น ดังนั้น การศึกษาในยุคนี้จะแยกเดี่ยวไม่ได้อีกต่อไป แต่จะต้องบูรณาการและทำลายขอบเขตต่างๆลง แต่เข้าใจในความแตกต่างของแต่ละศาสตร์ เพื่อสามารถผสมผสานในการแก้ปัญหา และสร้างนวัตกรรมต่างๆได้อย่างสร้างสรรค์
ความรู้อันมากหลายในโลกนั้น สามารถรวบรวม จัดระบบ ประมวลผลได้ด้วยคอมพิวเตอร์ ซึ่งสามารถประมวลผลข้อมูลจำนวนมหาศาลได้อย่างถูกต้องและรวดเร็ว อีกทั้งระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่สามารถเชื่อมโยงข้อมูลทั้งโลกเข้าหาผู้ที่ต้องการได้อย่างรวดเร็ว หากไม่มีวิทยาการคอมพิวเตอร์ สิ่งนี้ไม่สามารถทำให้เกิดขึ้นได้เลย ซอฟท์แวร์คอมพิวเตอร์สามารถกำหนดเงื่อนไข หรือหลักเกณฑ์ที่ต้องการกระทำกับข้อมูล ความรู้ ต่างๆได้ ดังนั้นนักเขียนโปรแกรม หรือโปรแกรมเมอร์จึงเป็นที่ต้องการมาก คล้ายกับว่าขณะนี้มีปลาในท้องทะเลจำนวนมาก แต่ยังไม่มีผู้ไปจับหรือมีผู้ไปจับอยู่จำนวนน้อย สิ่งที่บริษัทกูเกิ้ลหรือเฟสบุ๊คทำนั้น บางคนอาจคิดว่ายิ่งใหญ่แล้ว แต่สำหรับผู้เขียนคิดว่า เป็นเพียงการเริ่มต้นเท่านั้น ยังมีน่านน้ำใหม่ๆให้ล่าปลาอีกเป็นจำนวนมาก
          สิ่งที่กูเกิ้ลทำนั้นเป็นเพียงเครื่องจักรค้นหาข้อมูล (Search Engine) เท่านั้น ไม่ต่างจากการเข้าห้องสมุด เราเข้าไปห้องสมุด อาจจะออกมาด้วยความงุนงงหนักกว่าเดิมก็ได้ เพราะสิ่งที่เราต้องการไม่ใช่ความรู้ แต่เราต้องการ “การแก้ปัญหา” (Solution) หรือ สติปัญญา ซึ่งระบบคอมพิวเตอร์ในทุกวันนี้ ยังไม่ได้ก้าวเข้าไปถึงจุดนี้เลย มันเพียงแต่ช่วยรวบรวม ค้นหา ข้อมูลขนาดใหญ่ให้เราได้เท่านั้น แต่ก็ถือว่ามีประสิทธิภาพสูงกว่าในสมัยก่อนเป็นอย่างมาก (ผู้เขียนเคยค้นหาข้อมูลจากห้องสมุดในอดีตใช้เวลานานมาก หรือหาไม่ได้ ต่างจากทุกวันนี้)
          สิ่งที่รอการพัฒนาสำหรับคอมพิวเตอร์ จึงไม่ใช่ตัวเทคโนโลยี เช่น ขนาดของชิพ หรือ ความเร็ว แต่เป็น นวัตกรรม และอัลกอริทึม หรือ กระบวนการคิด ของคอมพิวเตอร์ ที่สามารถประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับคนบนโลก เช่นในอนาคตคอมพิวเตอร์อาจจะทำตัวเป็น ตัวแทน หรือ Agent ที่สามารถให้คำแนะนำกับผู้ใช้ได้ เปรียบเสมือนเป็นเลขานุการส่วนตัว หรือที่ปรึกษา ซึ่งซอฟท์แวร์ประเภท Agent จะใช้หลักการของปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence) ในการสร้าง หรือคอมพิวเตอร์ที่เรียนรู้จิตใจของมนุษย์ และแม้แต่คอมพิวเตอร์ที่ซ่อมแซมตนเองได้ (เหมือนกับมนุษย์ ที่สร้างเซลล์ใหม่แทนเซลล์เก่าได้)
          นอกจากศาสตร์ของคอมพิวเตอร์โดยตรงแล้ว ศาสตร์อื่นๆก็ต้องการคอมพิวเตอร์เข้าไปช่วยเหลือด้วยเช่นกัน เช่นการแพทย์ สังคมศาสตร์ ซึ่งหากจะกล่าวแล้วต้องบอกว่า ทุกศาสตร์ล้วนต้องการคอมพิวเตอร์เข้าไปช่วยเหลือทั้งสิ้น นอกจากการแก้ปัญหาด้วยสมการทางคณิตศาสตร์หรือระบบเว็บแล้ว คอมพิวเตอร์ยังสามารถจำลอง (Simulate) ระบบต่างๆที่ต้องการได้ ซึ่งไม่สามารถทำได้เลยหากไม่มีคอมพิวเตอร์ เช่นการจำลองสภาพทางเศรษฐกิจ, การจำลองทางเคมี, ชีววิทยา, เภสัชศาสตร์, จำลองสภาพอากาศ ดังนั้นคอมพิวเตอร์จะเป็นผู้ช่วยบูรณาการข้อมูล ความรู้ต่างๆให้กับผู้ที่ต้องการได้เป็นอย่างดี


จะนำวิทยาการคอมพิวเตอร์เป็นตัวช่วยพาสู่การเรียนรู้แห่งศตวรรษที่ 21 ได้อย่างไร
          สิ่งนี้จะเป็นไปไม่ได้ หากท่านไม่มีความเข้าใจในเรื่องของการเรียนรู้ เนื่องจากความรู้แบบท่องจำไม่เพียงพอกับการอยู่รอดในศตวรรษที่ 21 เพราะต่อให้เรามีคอมพิวเตอร์ที่มีประสิทธิภาพสูงเพียงใดก็ตาม แต่ไม่มีซอฟท์แวร์ที่ดี หรือใช้ไม่เป็น มันก็เป็นเพียงเฟอร์นิเจอร์ประดับบ้านเท่านั้น ดังนั้นการเตรียมพร้อมเข้าสู่การเรียนรู้แบบไร้ข้อจำกัด ต้องเริ่มที่ตัวท่านเองก่อน ท่านจะต้องเปิดหูเปิดตา เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ วิทยาการด้านต่างๆที่โลกได้รวบรวมไว้ให้ แต่ทั้งหมดนี้คอมพิวเตอร์จะเป็นผู้รับใช้ท่านอย่างซื่อสัตย์และน่ารักที่สุด เพราะมันเก่งและไม่เคยคดโกงเราแม้แต่น้อย (ไม่รวมกรณีโดนไวรัส ซึ่งเหมือนกับการเสียสติของคนที่เคยเป็นคนดี)
          สิ่งที่คอมพิวเตอร์ช่วยท่านได้คือ
1.       รวบรวม  ความรู้ทั้งหมดในโลก (เท่าที่ท่านอยากจะรู้) สามารถเก็บในฮาร์ดดิสก์ได้อย่างเหลือเฟือ
2.     ค้นหา     ด้วยเครือข่ายอินเทอร์เน็ตและซอฟท์แวร์ที่มีประสิทธิภาพ ท่านสามารถหาความรู้ที่ท่านต้องการทราบได้อย่างง่ายดาย
3.  ประมวลผล  ความรู้ต่างๆสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในเชิงสร้างสรรค์ได้ตามที่ท่านต้องการ เช่นการแก้ปัญหาหรือการสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ
4.   นำเสนอ  หากท่านต้องการพูดคุยกับโลก คอมพิวเตอร์สามารถช่วยท่านได้ในแบบที่ในอดีตต้องใช้ทรัพยากรและเงินทองมากมาย แต่ทุกวันนี้สามารถทำได้ด้วยตนเอง
          ที่กล่าวมา 4 ข้อนี้เป็นเพียงการยกตัวอย่างเท่านั้น เพื่อให้ท่านได้มีแนวทางในการประยุกต์ใช้คอมพิวเตอร์ได้อย่างคุ้มค่ามากยิ่งขึ้น

บทสรุป
          เราอาจจะต้องย้อนกลับไปศึกษา ปัจจัยแห่งการเรียนรู้ของปราชญ์สมัยโบราณ เช่นเล่าจื๊อ ขงจื๊อ นิวตัน ไอน์สไตน์ เพื่อถอดบทเรียนและนำมาใช้ในโลกปัจจุบันอย่างเหมาะสม ซึ่งสิ่งที่ผู้เขียนอาจจะบอกก็คือ ท่านเหล่านั้นล้วนเป็นผู้สร้างความรู้ขึ้นมาจากตนเองทั้งสิ้น มีความกล้าคิด และคิดแบบสร้างสรรค์ ท่านเหล่านั้นต้องผ่านการศึกษาจากผู้อื่นมาก่อน และไม่เคยหยุดการเรียนรู้ เพราะท่านเหล่านั้นล้วนมีการเรียนรู้เป็นชีวิตประจำวัน ทุกวันนี้สังคมโลกต้องการการเปลี่ยนแปลง เข้าสู่สังคมแห่งปราชญ์ หากประชากรโลกสามารถเข้าถึงความรู้ต่างๆได้ เข้าใจและรักในการเรียนรู้ ทุกคนก็จะเป็นปราชญ์ได้ และสังคมก็จะพัฒนา มีความเข้มแข็งทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคม คอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ตจะเป็นดั่งถนนที่มีอยู่ทั่วไปทุกหนแห่ง และเป็นเครื่องมืออันปกติของทุกคนที่ต้องการสร้างปัญญาให้เกิดขึ้น

เอกสารอ้างอิง
วิธาน ฐานะวุฑฒ์. (2553). หัวใจใหม่-ชีวิตใหม่. กรุงเทพฯ : ศยาม.
ประสาน ต่างใจ. (2542). วิทยาศาสตร์จิตวิญญาณ. กรุงเทพฯ : โครงการวิถีทรรศน์.
วิจารณ์ พานิช. (2555). วิถีสร้างการเรียนรู้เพื่อศิษย์ในศตวรรษที่ 21. กรุงเทพฯ : มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์.
เคน วิลเบอร์. (2557). ไร้พรมแดน แปลจากเรื่อง NO BOUNDARY โดย ปลายอ้อ วงศ์สุชาต. กรุงเทพฯ : เดียร์ เดียร์.
มิชิโอะ คากุ. (2554). มโนทัศน์แห่งอนาคต แปลจากเรื่อง Visions:how science will revolutionize the 21st century. กรุงเทพฯ : มติชน.



วันพุธที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2558

เทคนิคการเรียนเก่ง

    ผมไม่ใช่คนได้คะแนนสูง แต่ผมเป็นคนเรียนเก่ง
ผมชอบเรียน  ผมเก่งในการเรียน ผมนิยามของผมเองอย่างนี้ อย่ามาหมั่นใส้ผม เพราะผมบอกแล้วว่า ผมไม่ใช่คนได้คะแนนสอบสูง จบปริญญาตรีมาด้วยเกรดเฉลี่ย 2.5 เท่านั้นเอง...

    คุณค่า ของผมในเรื่องเรียนคือ "ความรักในความรู้" (Philo-sophia) หากเป็นเช่นนั้น ผมก็เป็น Ph. ได้เช่นกัน ฮาๆๆๆ

    เรื่องของ วุฒิ หรือ ใบปริญญา สำหรับผม ในตอนนี้ไม่มีความหมายแล้ว ผมข้ามพ้นสิ่งสมมติในแบบที่เขาสมมติกันได้แล้ว การเข้าสู่ระบบการศึกษา มีคณะบุคคลชุดหนึ่งคอยตัดสินความสามารถตามเกณฑ์อะไรบางอย่าง แล้วแจกกระดาษเพื่อรับรองความสามารถ (แม้ผมจะเป็นคณะบุคคลกลุ่มนั้นด้วย แต่บทความนี้ ก็เป็นอิสระทางความคิด เป็น กบฎทางความคิดเท่านั้น-แย้งย้อนกับตนเอง)

   ผมไม่เอาความสามารถของตนเอง ไปอิงกับใครคนอื่นหรอกครับ
   และสิ่งนั้นไม่เกี่ยวกับเรื่องของ ความสุขทางใจ หรือ ความทุกข์ ด้วยเช่นกัน

  แต่สำหรับผม การเรียนเก่ง คือ ทักษะ หรือ นิสัย ที่อยู่ในตัวบุคคลผู้นั้น ไม่เกี่ยวกับ กระดาษ ใดๆ คนเก็บขยะที่ไร้วุฒิการศึกษา ก็เป็นคนเรียนเก่งได้ หากมีความ "รักในความรู้" ในตัวคนผู้นั้น

  ความรู้ คือ จุดเริ่มต้น ของการยกระดับจิตใจของมนุษย์ เป็นการใช้ปัญญาระดับ จินตามยปัญญา หรือ การใช้สมองหรือ ตรรก ในการขบคิดปัญหาต่างๆ หากไม่มีความรู้ ก็ไม่สามารถใช้ปัญญาในแบบนี้ได้ จึงต้องหมั่นหาความรู้กันมากๆ 
 
 การเรียนเก่ง ในแบบนี้ จึงเหมือนกับ ยิงกระสุนนัดเดียวได้นก 2 ตัว คือ คนผู้นั้นได้จินตามยปัญญา และอาจได้คะแนนในโรงเรียนหรือสถานศึกษาสูงตามไปด้วย ซึ่งก็ไม่ใช่สิ่งที่เลวร้าย

 มีหนังสือสอนให้เรียนเก่งมากมาย มีโรงเรียนกวดวิชา หรือ สถานสอนพิเศษมากมาย เด็กบางคนเรียนเพราะพ่อแม่บังคับให้เรียน หรือเรียนตามเพื่อน หรือเรียนเพราะไม่ต้องอยู่บ้าน จะมีกี่คนที่เรียนเพราะอยากเข้าถึง ความรู้ จริงๆ เพราะหากคิดแบบนั้น เข้าห้องสมุดด้วยตนเอง จะได้ประโยชน์มากกว่าเรียนพิเศษหลายเท่านัก (ผมเคยเรียนมาแล้ว และเคยเป็นผู้สอนด้วย ผู้สอนที่โด่งดังคือ ผู้สอนทางลัด มากกว่า แก่นของวิชา) 

  เงินทองของพ่อแม่ ละลายไปอย่างสูญเปล่า หากลูกหลานไปเรียนด้วยความงมงายเช่นนั้น แต่จะทำอย่างไรเล่า เพราะค่านิยมของสังคม กดดันให้พ่อแม่ต้องทำแบบนั้น 

 ลูกจะสอบเข้ามหาลัยที่มีชื่อเสียงได้หรือไม่ ลูกจะได้งานทำที่ดีหรือไม่ ลูกจะรวยหรือไม่....

 ปัญหาจึงเหมือน งูกินหาง ไม่มีที่สิ้นสุด เพราะพ่อแม่เอง ก็ผ่านปัญหานี้มาเช่นกัน

 การแก้ปัญหา ในบางครั้ง จึงต้อง "มองออกนอกกรอบ" บ้าง ความสำเร็จในชีวิต คือสิ่งใด

 หากคุณ เขียนคำพูดนั้น ลงในกระดาษ ให้เหลือเพียง 1 บรรทัด จะพบว่า ความสำเร็จของคุณ ง่ายลงเพียงใด เช่น  "ความสำเร็จของชีวิตผมคือ มีเงินเดือนมากกว่า 1 แสนบาท" ... แค่คิดก็เริ่มเครียดแล้ว
                     "ความสำเร็จของชีวิตผมคือ การมีเงินในบัญชีธนาคาร 1 ล้านบาท" ...ทำยากไหม

                     "ความสำเร็จของชีวิตผมคือ การได้มีความสุข"..... ดูดีขึ้น แต่ยังไม่ชัด เอาใหม่...
                     "ความสำเร็จของชีวิตผมคือ การไม่มีความทุกข์มารบกวนจิตใจ"  เริ่มชัดขึ้น

   ลองคิดดูว่า หากคุณไม่มีความทุกข์มารบกวนจิตใจ จะประเสริฐเพียงไร ???

  และลองคิดดูว่า สิ่งนี้ทำได้ยากหรือง่าย 

  การนั่งเฉยๆ ไม่สามารถทำให้สำเร็จตามเป้าหมายนี้ได้อย่างแน่นอน เพราะเมื่อท้องหิว ความทุกข์ก็รบกวนจิตใจแล้ว

  เมื่อเป้าหมายชัด กระบวนการปฏิบัติ ก็จะชัดตามมา.... ทำชีวิตให้ง่าย รอยยิ้ม ก็จะเกิดขึ้นบ่อย...

  เทคนิค การเรียนเก่ง ก็จะเปลี่ยนไป เพื่อรองรับกับเป้าหมายที่เปลี่ยนไป เป็นการหาความรู้เพื่อเข้าสู่เป้าหมายนั้น

  ชีวิตมนุษย์ เป็นสิ่งประเสริฐเพียงไร ที่มีทั้ง สติ ปัญญา สามารถค้นหาวิธีการเอาชนะปัญหาต่างๆมากมาย รวมทั้งวิธีการในการเอาชนะ ความทุกข์ ด้วย 

  อย่ามัวแต่หลงงมงายกับ "ค่านิยมชั่วคราว" ของสังคม ลองใช้เวลาแต่ละวันอย่างคุ้มค่า เพื่อยกระดับจิตใจของตนเอง ให้เข้าสู่ ศักยภาพ ที่มนุษย์ในชาตินี้มีให้.

  มนุษย์ ชอบยกย่อง ให้คุณค่า คนจากความร่ำรวย เช่น บิล เกตต์, สตี๊ฟ จ๊อบ เราจึงมองคนเหล่านี้เป็น ไอดอล จิตเราจึงต้อง ทุกข์ อยู่ตลอดเวลา หากไม่ได้สิ่งที่อยาก เช่น คะแนนสอบน้อย เงินเดือนน้อย

  หากเราเปลี่ยนมายกย่องคนที่ ธรรมดา แบบ ไม่ธรรมดา จะเป็นอย่างไร คนเหล่านี้แหละ มองหายาก เพราะไม่มีจุดเด่นภายนอกให้มองเห็น ต้องมองถึงภายใน 

  แต่ถ้าหาพบ ชีวิตเราจะเปลี่ยนไปได้อย่างมากมาย และสามารถ หยุด ความทุกข์ ที่คอยไล่ล่า เรามานานแสนนาน.... ลองหาให้พบ.
  

  

Differential กับ "สติ"

   ในวิชา คณิตศาสตร์ ที่เราส่วนใหญ่ได้เรียนกันมาในโรงเรียน โดยเฉพาะนักเรียนสายวิทยาศาสตร์ ได้เรียนกันอย่างมากมาย ส่วนผมเองที่เรียนมาทาง ฟิสิกส์ ก่อนที่จะมาเรียนด้าน คอมพิวเตอร์ ก็เรียนคณิตศาสตร์มาเช่นกัน

    คณิตศาสตร์ อาจกล่าวได้ว่า เป็น กุญแจ ดอกหนึ่ง สู่ความสำเร็จในการเรียนสายวิทย์ในระดับสูง เนื่องจากมันเป็น เครื่องมือ อันสำคัญสำหรับการแก้ปัญหาในทางวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมศาสตร์
   แต่จะมีสักกี่คน ที่จะรู้ถึงคุณค่าที่แท้จริงของมัน

   อาจเป็นเพราะ การเรียนการสอนในโรงเรียน หรือแม้แต่การเรียนพิเศษ ที่เน้นการทำคะแนนให้สูง เพื่อเพิ่มโอกาสของนักเรียนที่จะสอบเข้ามหาวิทยาลัยดีๆต่อไป

  นั่นเป็นสิ่งที่ดี แต่ยังไม่ดีที่สุด โลกเราต้องการ คนเข้าใจ คณิตศาสตร์ ไม่ใช่ คนทำโจทย์คณิตศาสตร์เก่งๆ เพราะเดี๋ยวนี้และอนาคต คอมพิวเตอร์ก็จะทำสิ่งนี้ได้ดีขึ้นเรื่อยๆ แต่คอมพิวเตอร์ไม่สามารถสร้างทฤษฎีทางคณิตศาสตร์ใหม่ๆได้อย่างแน่นอน

  เราจะยอมแพ้คอมพิวเตอร์หรือ ???
  หากไม่ยอม เราต้องคิดใหม่ ทำใหม่ เลิกใส่ใจการแก้โจทย์อย่างเป็นบ้าเป็นหลัง แต่สนใจที่มาที่ไปของทฤษฎีต่างๆ สนใจที่สัจธรรมที่อยู่เบื้องหลัง สมการ เหล่านั้น

  ไอน์สไตน์  นิวตัน หรือ นักวิทยาศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ มองเห็น สัจธรรม ก่อนที่จะเปลี่ยนให้อยู่ในรูปของ สมการ...
  คุณมองเห็น  ความเร็ว หรือคุณมองเห็น v = s/t
  คุณมองเห็น  น้ำหนัก  หรือคุณมองเห็น  w = m.g
  คุณมองเห็น  ความทุกข์  หรือคุณมองเห็น  "ความทุกข์" (ในคัมภีร์)  (เปรียบเทียบโดยนัยเดียวกัน)
 
  เฉกเช่นกับ Differential ที่เด็กฟิสิกส์ เด็กวิศวะ หรือเด็กสายวิทย์ทุกคนเคยแก้โจทย์กันมาแล้ว คุณเห็นเป็นอะไร

  ในความเป็นจริงแล้ว มันคือ "สติ"

  หรือ จิต ที่ว่องไว ทันต่อปรากฏการณ์ ที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาอันสั้น

  เหมือนกับ ความเร็ว หากมองเป็นแบบกว้างๆ คือ ระยะทางที่วัตถุเคลื่อนที่ไป หารด้วย เวลาที่มันเคลื่อนที่ไป

  แต่หากมองในเสี้ยวเวลาอันสั้น มันคือ สัดส่วนของความเร็วในระยะเวลาอันสั้น หรือค่า Diff ของระยะทางอันสั้น (limit ของ delta s->0) ต่อเสี้ยวเวลาอันสั้น  (limit ของ delta t->0) ซึ่งการวัดค่าแบบนี้ จะยากกว่าแบบแรกในทางปฏิบัติ เช่นเดียวกับ การฝึกสติ ที่เป็นการฝึกให้จิตไวต่อการเปลี่ยนแปลงของ อารมณ์

  แต่นั่นคือ สัจธรรม....

 ความเร็วที่แท้ คือ สิ่งที่เกิดขึ้นในเสี้ยวเวลา

 เหมือนรถที่เคลื่อนไปนั้น ไม่ได้มี ความเร็ว คงที่ตลอดเวลา แต่เปลี่ยนแปลงตามเหตุและปัจจัย คุณมองเห็นเสี้ยวเวลาตรงนั้นหรือไม่

 ทุกข์ ก็เกิดขึ้นในเสี้ยวเวลา

 แต่ เกิดต่อเนื่องกันเป็นสาย ตามหลัก อิทัปปัจจยตา คุณมองเห็นหรือไม่

      คณิตศาสตร์  ฟิสิกส์  พุทธศาสตร์  ต่างอธิบายซึ่งกันและกันได้อย่างเหมาะสมลงตัว เช่นนั้นเอง.

(ข้อมูลเพิ่มเติม : http://www.physicsclassroom.com/class/1DKin/Lesson-1/Speed-and-Velocity
               http://en.wikipedia.org/wiki/Derivative
               http://www.chatchawan.net/2014/08/idappaccayata
              สัจธรรมแห่งจักรวาล. สม สุจีรา. อัมรินทร์ธรรมะ. 2014)

วันพฤหัสบดีที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

เทคนิคการเขียนเอกสารประกอบการสอน

เมื่อได้ทราบว่า. ทางคณะวิทยาศาสตร์ ได้มีความจำนงค์ให้ผมเขียน เอกสารเพื่อถ่ายทอดความรู้ ในรูปแบบ One Point Knowledge ในเรื่องของ "เทคนิคการเขียนเอกสารประกอบการสอน" ผมจึงเริ่มลงมือถ่ายทอดมันออกมา ผ่านทางตัวหนังสือ ซึ่งผมมีบล๊อกอยู่แล้ว. จึงขอใช้บล๊อกนี้ในการถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์เท่าที่ผมจะมี 
   เอาล่ะครับ หากจะกล่าวถึง "การเขียนเอกสารประกอบการสอน" ในทัศนคติของผม ผมคิดว่า มันเป็นงานอันศักดิ์สิทธิ์ และยิ่งใหญ่มาก สำหรับคนที่เป็น อาจารย์ เพราะมันคือ ผลงาน ที่กลั่นกรองออกมาจากตัวตนของคุณ เป็นความภาคภูมิใจของผู้สร้างผลงานนั้นเอง
   สำหรับผม คนที่เป็น อาจารย์ ต้องไม่ใช่คนธรรมดา แต่ต้องเหนือกว่าธรรมดา คือพร้อมจะพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น การเขียนเอกสารประกอบการสอน จะไม่เป็นเรื่องยากเลย สำหรับคนเช่นนั้น
   ผมอาจจะกล่าวเกินไป แต่นั่นคือ ความจริง หากคุณคิดจะเดินบนเส้นทางของคนที่จะเป็น คุรุ ของผู้อื่น คุณต้อง หนักแน่น และ พร้อมที่จะเป็นแบบอย่าง 
   อาจารย์ ก็ต้องเป็น นักเรียน ในบางด้านเช่นกัน...
   การเขียน เอกสารประกอบการสอน ย่อมเป็นสิ่งที่เกิดตามมา หลังจาก ความสามารถในการ ตกผลึก ในความรู้จากอาจารย์ผู้สอนคนนั้น แต่กว่าจะได้มา ย่อมยากลำบาก 
   ดังนั้น ขั้นแรกคุณต้องถามตนเองก่อนว่า คุณจะเป็นเอกอุในการสอนวิชาอะไร คงไม่มีใครสามารถทำได้ทุกวิชา คุณจึงต้อง เลือก และจับมันให้มั่น วิชานั้นจะต้องผ่านการสอนจากคุณมาแล้วอย่างโชกโชน  จนเรียกได้ว่า แทบหลับตาสอนได้เลย แต่มิใช่หมายความว่า ให้หากินกับ ของเก่า เพียงแต่ ทำให้คุณเป็น Expert ในเรื่องนั้นๆ 
   พอได้วิชาที่เราเก็ทกับมันอย่างลึกซึ้งแล้ว งานที่เหลือก็ไม่ยาก แต่ต้องใช้ความพยายาม อดทนสร้างมันขึ้นมาเท่านั้นเอง
   ขั้นตอนนี้ ประกอบไปด้วย 
    1.  การเตรียมข้อมูล
    2.  การวางโครงเรื่อง
    3.  ศิลปะในการเขียน

    มีเพียง 3 ข้อเท่านั้นก็สามารถสร้าง เอกสารประกอบการสอนที่มีคุณภาพขึ้นมาได้แล้ว
    ในขั้นตอนแรก เป็นการค้นคว้าเอกสารต่างๆ คือ ค้นคว้าในจักรวาลแห่งความรู้ว่า ในฟิลด์ของเรื่องนี้ มีใครสร้างความรู้อะไรไว้บ้าง แล้วทำการรวบรวมมา พร้อมกับเก็บข้อมูลอ้างอิงมาด้วย ในเรื่องนี้ จงอย่าพยายามอ้างอิงผ่านคนอื่น เพราะเท่ากับคุณยังเข้าไม่ถึง แหล่งกำเนิดของความรู้นั้น คุณจะต้องเข้าไปอ่านงานเขียนของ บุคคลสำคัญในแวดวงนั้นๆ ด้วยตนเอง เพื่อเข้าถึง แก่นแกนของความรู้ให้ได้ แล้วพยายามศึกษา วิเคราะห์ ให้แตกฉาน
    การเก่งเพียงอย่างเดียว ยังไม่พอสำหรับการเป็นอาจารย์ แต่จะต้องสามารถ ถ่ายทอด ให้ผู้อื่นเข้าใจได้ด้วย ขั้นตอนที่ 2 เป็นการเปลี่ยนตัวตนจากอาจารย์ มาเป็น ศิลปิน หรือ ผู้กำกับภาพยนตร์ หรือ นักเขียน ซึ่งเป็นทักษะที่สำคัญสำหรับ นักคิดนักศึกษาทุกคน บางคนเป็นแต่ผู้อ่านมาตลอดชีวิต ยังไม่เคยเป็นผู้เขียนเลย คราวนี้แหละ สถานการณ์บังคับให้คุณต้องเปลี่ยนสถานะ  อย่างที่บอกครับ เขียนในเรื่องที่เรารู้ รบร้อยครั้งย่อมชนะร้อยครั้ง
     ในขั้นตอนที่ 2 เปรียบได้กับ การวางพล็อตเรื่องของภาพยนตร์ ซึ่งจะสนุกหรือน่าเบื่อก็อยู่ที่จุดนี้แหละ เอกสารประกอบการสอน ไม่จำเป็นต้องอัดแน่นไปด้วยข้อมูลทางวิชาการ อ่านแล้วไม่เข้าใจ ถ้าอย่างนั้นจะเขียนให้เปลืองกระดาษทำไม แต่ควรมีเนื้อหาที่น่าสนใจ อ่านง่าย มีการเรียบเรียงอย่างเป็นขั้นตอน เรียงจากง่ายไปยาก และต่อเนื่องสอดคล้องกัน เปรียบดังภาพยนตร์ตุ๊กตาทอง ทึ่สะกดคนอ่านให้นั่งติดตามดูจนจบเรื่อง 
    แต่ขณะเดียวกัน ความเข้มข้นของ เนื้อหา ก็เป็นเรื่องสำคัญ เปรียบได้กับ นักแสดง นั้นแสดงไดั สมบทบาท หรือไม่ เนื้อหาของเอกสารประกอบการสอน ควรให้คุณค่ากับผู้อ่านอย่างแท้จริง ไม่ใช่เพียงการท่องจำคำพูดเอาไปสอบเท่านั้น
     สำหรับข้อที่ 3 ได้แก่ ศิลปะการเขียนนั้น เป็น สีสัน ที่แต่งแต้ม ชีวิต ให้กับเอกสารประกอบการสอนของคุณ เปรียบได้กับความสวยงามของฉาก ดนตรีประกอบ และมุขตลกต่างๆในภาพยนตร์นั่นเอง มนุษย์ทุกคนชอบ ความงดงามเป็นพื้นฐานอยู่แล้ว เอกสารประกอบการสอนที่ดีและสนุก ย่อมได้รับรางวัลอย่างแน่นอน
    การเขียนอย่างมีศิลปะ ต้องได้รับการฝึกฝน หาใช่เรื่องที่เกิดขึ้นมาเองโดยไม่ ดังนั้น บนเส้นทางสายนี้คุณจะต้องรักการอ่านและการเขียน สนุกกับมัน การเขียนสามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตได้ การเขียนสามารถบำบัดจิตใจได้ และการเขียนสามารถ ส่งผ่าน ประสบการณ์และความรู้ไปสู่คนอื่นได้ การเขียนจึงมีพลังอย่างมากมาย
    ในอดีตผมอยากเป็นนักเขียนเป็นอย่างมาก ผมเคยอ่านหนังสือที่สอนเรื่องการเขียน ประโยคแรกที่ผมจำได้เป็นอย่างดีคือ "อยากเขียนเก่ง จงเขียน"
      หวังว่า บล๊อกนี้ที่ผมเขียนขึ้นมา จะเป็นประโยชน์กับเพื่อนอาจารย์บ้าง ไม่มากก็น้อย อนึ่งหากมีข้อติชมประการใด สามารถโพสต์เข้ามาที่บล็อกได้เลยครับ

                    ด้วยจิตคารวะ
                 ผศ. รวินทร์ ไชยสิทธิพร