วันพุธที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2558

Differential กับ "สติ"

   ในวิชา คณิตศาสตร์ ที่เราส่วนใหญ่ได้เรียนกันมาในโรงเรียน โดยเฉพาะนักเรียนสายวิทยาศาสตร์ ได้เรียนกันอย่างมากมาย ส่วนผมเองที่เรียนมาทาง ฟิสิกส์ ก่อนที่จะมาเรียนด้าน คอมพิวเตอร์ ก็เรียนคณิตศาสตร์มาเช่นกัน

    คณิตศาสตร์ อาจกล่าวได้ว่า เป็น กุญแจ ดอกหนึ่ง สู่ความสำเร็จในการเรียนสายวิทย์ในระดับสูง เนื่องจากมันเป็น เครื่องมือ อันสำคัญสำหรับการแก้ปัญหาในทางวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมศาสตร์
   แต่จะมีสักกี่คน ที่จะรู้ถึงคุณค่าที่แท้จริงของมัน

   อาจเป็นเพราะ การเรียนการสอนในโรงเรียน หรือแม้แต่การเรียนพิเศษ ที่เน้นการทำคะแนนให้สูง เพื่อเพิ่มโอกาสของนักเรียนที่จะสอบเข้ามหาวิทยาลัยดีๆต่อไป

  นั่นเป็นสิ่งที่ดี แต่ยังไม่ดีที่สุด โลกเราต้องการ คนเข้าใจ คณิตศาสตร์ ไม่ใช่ คนทำโจทย์คณิตศาสตร์เก่งๆ เพราะเดี๋ยวนี้และอนาคต คอมพิวเตอร์ก็จะทำสิ่งนี้ได้ดีขึ้นเรื่อยๆ แต่คอมพิวเตอร์ไม่สามารถสร้างทฤษฎีทางคณิตศาสตร์ใหม่ๆได้อย่างแน่นอน

  เราจะยอมแพ้คอมพิวเตอร์หรือ ???
  หากไม่ยอม เราต้องคิดใหม่ ทำใหม่ เลิกใส่ใจการแก้โจทย์อย่างเป็นบ้าเป็นหลัง แต่สนใจที่มาที่ไปของทฤษฎีต่างๆ สนใจที่สัจธรรมที่อยู่เบื้องหลัง สมการ เหล่านั้น

  ไอน์สไตน์  นิวตัน หรือ นักวิทยาศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ มองเห็น สัจธรรม ก่อนที่จะเปลี่ยนให้อยู่ในรูปของ สมการ...
  คุณมองเห็น  ความเร็ว หรือคุณมองเห็น v = s/t
  คุณมองเห็น  น้ำหนัก  หรือคุณมองเห็น  w = m.g
  คุณมองเห็น  ความทุกข์  หรือคุณมองเห็น  "ความทุกข์" (ในคัมภีร์)  (เปรียบเทียบโดยนัยเดียวกัน)
 
  เฉกเช่นกับ Differential ที่เด็กฟิสิกส์ เด็กวิศวะ หรือเด็กสายวิทย์ทุกคนเคยแก้โจทย์กันมาแล้ว คุณเห็นเป็นอะไร

  ในความเป็นจริงแล้ว มันคือ "สติ"

  หรือ จิต ที่ว่องไว ทันต่อปรากฏการณ์ ที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาอันสั้น

  เหมือนกับ ความเร็ว หากมองเป็นแบบกว้างๆ คือ ระยะทางที่วัตถุเคลื่อนที่ไป หารด้วย เวลาที่มันเคลื่อนที่ไป

  แต่หากมองในเสี้ยวเวลาอันสั้น มันคือ สัดส่วนของความเร็วในระยะเวลาอันสั้น หรือค่า Diff ของระยะทางอันสั้น (limit ของ delta s->0) ต่อเสี้ยวเวลาอันสั้น  (limit ของ delta t->0) ซึ่งการวัดค่าแบบนี้ จะยากกว่าแบบแรกในทางปฏิบัติ เช่นเดียวกับ การฝึกสติ ที่เป็นการฝึกให้จิตไวต่อการเปลี่ยนแปลงของ อารมณ์

  แต่นั่นคือ สัจธรรม....

 ความเร็วที่แท้ คือ สิ่งที่เกิดขึ้นในเสี้ยวเวลา

 เหมือนรถที่เคลื่อนไปนั้น ไม่ได้มี ความเร็ว คงที่ตลอดเวลา แต่เปลี่ยนแปลงตามเหตุและปัจจัย คุณมองเห็นเสี้ยวเวลาตรงนั้นหรือไม่

 ทุกข์ ก็เกิดขึ้นในเสี้ยวเวลา

 แต่ เกิดต่อเนื่องกันเป็นสาย ตามหลัก อิทัปปัจจยตา คุณมองเห็นหรือไม่

      คณิตศาสตร์  ฟิสิกส์  พุทธศาสตร์  ต่างอธิบายซึ่งกันและกันได้อย่างเหมาะสมลงตัว เช่นนั้นเอง.

(ข้อมูลเพิ่มเติม : http://www.physicsclassroom.com/class/1DKin/Lesson-1/Speed-and-Velocity
               http://en.wikipedia.org/wiki/Derivative
               http://www.chatchawan.net/2014/08/idappaccayata
              สัจธรรมแห่งจักรวาล. สม สุจีรา. อัมรินทร์ธรรมะ. 2014)

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น