วันพุธที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2558

บูรณาการ ด้วยวิทยาการคอมพิวเตอร์

หมายเหตุ : บทความนี้ ผมเขียนเพื่อเสนอวารสารวันวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม ปี 2558 ซึ่งนำมาลงอีกครั้งหนึ่งในบล็อกแห่งนี้ด้วยครับ ใครอ่านแล้วชอบ สามารถแชร์ต่อได้นะครับ ขอบคุณครับ
--------------------------------------------------------------------------------------

บทนำ
          ยุคนี้เป็นยุคของการบูรณาการ ดังที่นายแพทย์วิธาน ฐานะวุฑฒ์ ได้กล่าวไว้ในหนังสือ หัวใจใหม่-ชีวิตใหม่ ซึ่งพ้นจากยุคเก่าซึ่งเป็นยุคของการเกษตร, อุตสาหกรรม ตามลำดับ เป็นยุคของเทคโนโลยี พลังแห่งข้อมูลข่าวสาร พลังแห่งสติปัญญา เช่นเดียวกับ นายแพทย์ ประสาน ต่างใจ ผู้ซึ่งได้ศึกษาปรัชญาอันลึกซึ้งทั้งฝั่งตะวันตก และตะวันออก ได้กล่าวในลักษณะเดียวกันว่า โลกกำลังเข้าสู่ยุคใหม่ ที่คนทั้งโลกเป็นหนึ่งเดียวกัน ผ่านการสื่อสารอันรวดเร็ว ความรู้ทางวิทยาศาสตร์และจิตศาสตร์ ได้มาบรรจบกันเพื่อสร้างสังคมโลกยุคใหม่ อีกทั้งท่านอาจารย์วิจารณ์ พานิช ผู้บุกเบิกแนวคิดด้านการเรียนรู้แห่งศตวรรษที่ 21 ยังได้กล่าวถึงความจำเป็นที่จะต้องเปลี่ยนแปลงระบบการศึกษาใหม่ โดยท่านกล่าวว่า สาระวิชาก็มีความสำคัญ แต่ไม่เพียงพอสำหรับการเรียนรู้เพื่อมีชีวิต ในโลกยุคศตวรรษที่ 21 ปัจจุบันการเรียนรู้สาระวิชา (content หรือ subject matter) ควรเป็นการเรียนจากการค้นคว้าเองของศิษย์ โดยครูช่วยแนะนำ และช่วยออกแบบกิจกรรมที่ช่วยให้นักเรียนแต่ละคนสามารถประเมินความก้าวหน้าของการเรียนรู้ของตนเองได้ นั่นหมายความว่า การศึกษาแบบแบ่งแยกเป็นสาขาวิชาหรือสายวิทย์, สายศิลป์ แบบในอดีต ไม่เพียงพอกับการศึกษาในอนาคตแล้ว เนื่องจากความรู้ทั้งหมดในทุกสาย จำเป็นต้องใช้ในการทำงานและการใช้ชีวิตทั้งสิ้น การบูรณาการจึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับผู้คนในสังคมยุคใหม่นี้

การแบ่งแยก นำมาซึ่งปัญหา
          เคน วิลเบอร์ (Ken Wilber) คือผู้บุกเบิกด้านทฤษฎีการบูรณาการที่แท้จริง ดังที่ได้กล่าวไว้ในหนังสือเรื่อง ไร้พรมแดน (No Boundary) โดยเคน ได้กล่าวว่าตั้งแต่อาดัม ได้เริ่มตั้งชื่อให้กับสัตว์และสิ่งของต่างๆ ก็ทำให้เกิดการแบ่งแยกขึ้นมาตั้งแต่ตอนนั้น และเมื่อแบ่งแยก ก็เกิดพรมแดนเกิดขึ้น เมื่อเกิดพรมแดน ก็เกิดสงครามขึ้นตามมา ในความคิดของผู้เขียนเห็นว่า การศึกษาก็เช่นกัน ตั้งแต่นักการศึกษาได้แบ่งแยกขอบเขตของการศึกษา เขาได้ทำให้เกิดพรมแดนของความรู้ขึ้น นักเรียนถูกแบ่งออกเป็นสายช่าง, สายวิทย์, สายศิลป์ นักเรียนที่ยังเป็นเด็ก เมื่อถูกแบ่งแยก ก็ไม่อยากข้ามไปในพรมแดนอื่น นักเรียนสายวิทย์ ไม่สนใจศิลปะและดูถูกเรื่องศิลปะ นักเรียนสายศิลป์รังเกียจตัวเลข สิ่งเหล่านี้ส่วนหนึ่งเกิดจากระบบการศึกษาที่แบ่งแยกพรมแดนดังกล่าว ทั้งที่ในโลกแห่งการทำงานหรือการใช้ชีวิตจริง หาได้มีการแบ่งแยกอย่างใดไม่ การค้าขายต้องการทั้งศาสตร์และศิลป์ หรือศิลปินที่ยิ่งใหญ่ก็ต้องใช้หลักทางวิทยาศาสตร์ในการคำนวณสัดส่วนต่างๆเช่นกัน
          จุดสังเกตหนึ่งจะเห็นว่า นักวิทยาศาสตร์หรือนักปราชญ์ที่ยิ่งใหญ่ของโลกทุกท่านล้วนไม่จำกัดตนเองอยู่ในสายใดสายหนึ่งหรือความรู้ด้านใดด้านหนึ่งเท่านั้น หรืออาจจะเป็นโชคดีของท่านก็ได้ที่ในยุคนั้น การศึกษายังไม่ได้มีการแบ่งแยกอะไรมากมาย จุดสังเกตอีกอย่างหนึ่งคือ การศึกษาในอดีตจะผูกโยงกับเรื่องทางจิตวิญญาณ (ไม่ใช่แค่ในเชิงศาสนา แต่หมายถึงนักวิทยาศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ล้วนมีจิตใจบริสุทธิ์ไร้อคติใดๆ ซึ่งบางครั้งผลการศึกษาที่ได้นั้น กลับมีความขัดแย้งกับหลักศาสนา เช่นในกรณีของกาลิเลโอ หรือ ชาลส์ ดาร์วิน เป็นต้น) จุดเริ่มต้นของข้อสงสัยลึกๆของนักวิทยาศาสตร์นั้น เกิดจากตนเอง ไม่ได้เกิดจากการคิดตามผู้อื่น และเกิดจากความสนุกในการคิดหาคำตอบ เช่น  นิวตันและไอน์สไตน์อยากจะรู้จักธรรมชาติที่แท้จริงของพลังงานและแรงต่างๆ, ชาลส์ ดาร์วิน อยากจะรู้ธรรมชาติของสิ่งมีชีวิต ความอยากรู้ตรงนี้คือพลังแห่งการเรียนรู้ที่แท้จริง ซึ่งเป็นกุญแจสู่การเรียนรู้แห่งศตวรรษที่ 21 และการเข้าสู่สังคมยุคแห่งการบูรณาการ
         
การเรียนรู้แบบบูรณาการ
          การจะเปลี่ยนแปลงทัศนคติหรือกระบวนทัศน์ของแต่ละคน เป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลาพอสมควร เช่นเดียวกัน กระบวนทัศน์ของผู้คนทุกวันนี้ส่วนใหญ่ยังมีการแบ่งแยกอยู่ จึงต้องค่อยๆเปลี่ยนค่อยๆปรับ ทุกวันนี้คำว่า การศึกษาถือว่าไม่เพียงพอและมีข้อจำกัด ซึ่งคำว่า การเรียนหนังสือ ยิ่งเป็นคำที่ฟังดูแล้วน่าเบื่อ เนื่องจากพ่อแม่ต่างใช้คำนี้กับลูกๆทั้งสิ้น คำพูดเหล่านี้ทำให้นึกถึง ระบบ การถูกบังคับ การขาดอิสรภาพ และสุดท้ายคือ การขาดความคิดสร้างสรรค์ และขาดความสุข
          คำพูดที่ควรจะใช้ในยุคนื้คือคำว่า การเรียนรู้ (Learning) ควรเลิกใช้คำว่าไปโรงเรียน, ไปเรียนหนังสือ, หรือ ไปศึกษา ควรใช้คำว่า ไปเรียนรู้ ความรู้สึกของผู้พูดและผู้ฟังจะเปลี่ยนไปมากทีเดียว เท่าที่ผู้เขียนสังเกตจากผู้คนรอบข้างลองซักถามความคิดเห็นดู ส่วนใหญ่ต่างมีมุมมองในแง่ลบต่อการเรียนหนังสือทั้งสิ้น เนื่องจากเข็ดขยาดกับการต้องไปโรงเรียน แต่คำว่า ไปเรียนรู้ หากเข้าใจจริงๆแล้วจะเป็นเรื่องสนุก น่าสนใจ และไม่จำกัดเพียงแต่ในห้องเรียนเท่านั้น การเรียนรู้เกิดขึ้นได้ทุกที่ ทุกเวลา และจัดว่าเป็นของขวัญที่ธรรมชาติมีให้กับมนุษย์เลยทีเดียว
          การเรียนรู้แบบบูรณาการ จึงเป็นกิจกรรมที่สนุกที่สุด โดยสามารถทำให้เกิดขึ้นได้เสมอ ในทุกๆที่ ด้วยเครื่องมือต่างๆที่สามารถใช้ได้ ทั้งอินเทอร์เน็ต, หนังสือ, แท็ปเล็ต, โทรศัพท์มือถือ, สมาร์ทโฟน ฯลฯ ดังที่บทความนี้จะกล่าวถึงคือ การนำวิทยาการทางด้านคอมพิวเตอร์มาใช้เพื่อเข้าถึงการเรียนรู้แบบบูรณาการ ซึ่งเมื่อสิ่งนี้เกิดขึ้นแล้ว ห้องเรียนจะกลายเป็นห้องเล่น, หนังสือจะกลายเป็นมิตร, โรงเรียนจะกลายเป็นสวนสนุก และโลกมนุษย์ก็จะกลายเป็นสวรรค์ มนุษย์จะมีความสุขหากได้เรียนรู้และนำสิ่งที่เรียนรู้ไปใช้ได้อย่างได้ผล ยิ่งจะเกิดความปีติในดวงใจและยิ่งอยากเรียนรู้มากยิ่งขึ้น

ความรู้ไม่มีการแบ่งแยก
          เมื่อคุณมองไปที่ก้อนหิน 1 ก้อน คุณมองเห็นสิ่งใด ในความเป็นจริงก้อนหิน 1 ก้อนสามารถนำไปสู่ความรู้อันหลากหลายได้ เช่น ฟิสิกส์, เคมี, นิเทศศาสตร์, ปรัชญา, รัฐศาสตร์ ฯลฯ ซึ่งขึ้นอยู่กับมุมมองที่เราต้องการมอง สิ่งนี้คือหลักการของ การเรียนรู้แบบบูรณาการ เป็นการแสวงหาความรู้ที่แท้จริง เข้าถึงความเข้าใจอันแท้จริงในสิ่งที่ต้องการเรียนรู้ ไม่มีการแบ่งแยกใดๆ มีเพียงคนๆหนึ่งที่รักในการแสวงหาความรู้ และความจริง
          ผู้ที่เรียนจบแล้วเข้าสู่โลกแห่งการทำงานจะรู้ดีว่า ความรู้ที่ตนเองเรียนมาในสมัยเป็นนักเรียนและนักศึกษา สามารถนำมาใช้ในการทำงานได้เพียงบางส่วนเท่านั้น ความรู้ที่เหลือล้วนมาจากประสบการณ์และการเรียนรู้ทั้งสิ้น บางคนถึงขนาดเสียดายเวลาที่ใช้ไปในการศึกษาเหล่านั้น สิ่งเหล่านี้สะท้อนความล้าสมัยของระบบการศึกษา ผู้เขียนไม่ได้ปฏิเสธระบบการศึกษา เพียงแต่ต้องการสอบถามตัวระบบการศึกษาว่า ดีพอหรือยัง ระบบการศึกษาที่ดีควรมีพลวัต ปรับเปลี่ยนตัวเองได้ตลอดเวลา ระบบการศึกษาที่ดีควรสร้างประโยชน์อันสูงสุดให้กับประชาชน ควรมีการอภิปรายแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันในกลุ่มผู้สอน พูดคุยในแบบรื่นรมย์ (แต่ได้สาระ) มากกว่าการสร้างเอกสารหลักฐานเชิงคุณภาพต่างๆ ซึ่งเป็นวิธีการของหน่วยงานด้านอุตสาหกรรม แต่การเรียนรู้และความรู้เป็นนามธรรม การวัดในเชิงตัวเลขบางกรณีจึงทำได้ยาก และอาจลดทอนเวลาของผู้สอนแทนที่จะไปศึกษาหาความรู้เพื่อนำมาถ่ายทอดให้กับผู้เรียน การสอนที่ดีควรสอนด้วยจิตวิญญาณ หาใช่สอนแบบหุ่นยนต์ตามรูปแบบอันน่าเบื่อ
          ปัญหาของการศึกษาได้แก่ ระบบการศึกษาในอดีตที่เน้นการให้ความรู้ ซึ่งธรรมชาติของความรู้มีความเป็นพลวัตอยู่แล้ว ความรู้บางอย่างเป็นเรื่องเก่าในเวลาอันรวดเร็ว เช่นความรู้ทางด้านเทคโนโลยีเป็นต้น ส่วนความรู้บางอย่างก็เป็นพื้นฐานสำหรับเรื่องอื่นๆ ระบบการศึกษาจะต้องแยกแยะระหว่าง ความรู้พื้นฐานกับความรู้ตามเวลา และควรจะเน้นสอนทักษะการเรียนรู้ มากกว่าความรู้ เนื่องจากเป็นทางลัดให้กับผู้เรียนในการแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง (แต่ผู้เรียนจะเข้าใจกลับกันว่า ต้องการความรู้เลยเพื่อเป็นทางลัด) เมื่อผู้เรียนมีทักษะการเรียนรู้ที่ครบถ้วน ก็พร้อมที่จะเข้าไปเสาะหาความรู้ด้วยตนเองได้ นี่จึงเป็นกระบวนทัศน์ใหม่ของระบบการศึกษาในศตวรรษที่ 21 นี้
          ผู้เขียนอาจมีความคิดที่แหวกแนวมากคือ มหาวิทยาลัยไม่ควรมีหลักสูตรที่ยึดตามผู้เรียน เช่นผู้เรียนหลักสูตรนี้ก็จะเรียนแต่วิชาทางด้านนี้ หรือมีแผนการเรียนกำหนดไว้ ทำให้ไม่สามารถเดินออกไปจากแผนการเรียนได้ หรือแม้แต่มีโครงสร้างของหลักสูตรให้เลือกได้ในกรอบที่กำหนด ซึ่งก็ยังมีข้อจำกัดอยู่ดี แต่ผู้เขียนมีความคิดว่า มหาวิทยาลัยหรือโรงเรียนควรสร้างรายวิชาต่างๆที่มีผู้สอนที่เชี่ยวชาญในการสอนรายวิชานั้นๆ และผู้เรียนเข้าไปเลือกเรียนวิชาต่างๆได้ตามใจ ไม่จำเป็นต้องมีหน่วยกิตขั้นต่ำหรือขั้นสูง เขาอาจเรียนไปตลอดชีวิตก็ยังได้ เรียนไปทำงานไปด้วยก็ได้ หากทำสถาบันการศึกษาให้สามารถสอนผู้เรียนได้อย่างได้ผล (Outcome) ย่อมต้องมีผู้เรียนเข้ามาเรียนอย่างไม่ขาดสายแน่นอน แต่แนวคิดนี้จะมีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างระดับประเทศ ซึ่งคงต้องใช้เวลา (อาจเป็นเพียงความฝันลมๆแล้งๆของผู้เขียนก็ได้)

วิทยาการคอมพิวเตอร์ กับการบูรณาการความรู้
          ผู้เขียนอยู่ในสายของคอมพิวเตอร์ก็จริง แต่ผู้เขียนไม่ได้ฝังตัวเองอยู่แต่กับเรื่องของคอมพิวเตอร์ เพราะอย่างที่กล่าวแล้วว่า ความรู้ต้องบูรณาการ ดังนั้นการบูรณาการที่แท้จริง ต้องเริ่มที่ตัวเราก่อน ต้องเปิดตัวเอง ศึกษาเรื่องราวต่างๆอันหลากหลาย อ่านหนังสือ หาความรู้อย่างต่อเนื่อง รักในการเรียนรู้ แต่วัตถุประสงค์ของบทความฉบับนี้นั้นคือการเสนอแนะมุมมองของการนำวิทยาการด้านคอมพิวเตอร์เข้าไปช่วยเหลือต่อการเรียนรู้ดังกล่าวเท่านั้น หาได้ต้องการเสนอวิทยาการคอมพิวเตอร์เพียงตัวของมันเองไม่

เล่าสู่กันฟัง
อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนก็อยากจะบอกว่า ความรู้ด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์นั้น เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับอนาคตเป็นอย่างมาก ดังที่มิชิโอะ คากุ (Michio Kaku) ได้ทำนายไว้ในหนังสือมโนทัศน์แห่งอนาคต ซึ่งเขาได้ทำนายในแง่ของวิทยาศาตร์ว่า คอมพิวเตอร์ เทคโนโลยีชีวภาพ และ ควอนตัม จะเป็นเสาหลักของการพัฒนาด้านวิทยาศาตร์แห่งอนาคต ใครไม่รู้ในศาสตร์ใดศาสตร์หนึ่งก็จะตกขบวนของการพัฒนาทางวิทยาศาสตร์ และความรู้ในศาสตร์หนึ่งจะสามารถช่วยเหลือในศาสตร์อื่นได้ หากศาสตร์นั้นถึงทางตัน เช่น คอมพิวเตอร์เข้าไปช่วยถอดรหัสดีเอ็นเอในศาสตร์ของชีววิทยา และเมื่อชีววิทยาพัฒนาไป ก็จะไปช่วยสร้างสถาปัตยกรรมใหม่ให้กับคอมพิวเตอร์ เป็นต้น ดังนั้น การศึกษาในยุคนี้จะแยกเดี่ยวไม่ได้อีกต่อไป แต่จะต้องบูรณาการและทำลายขอบเขตต่างๆลง แต่เข้าใจในความแตกต่างของแต่ละศาสตร์ เพื่อสามารถผสมผสานในการแก้ปัญหา และสร้างนวัตกรรมต่างๆได้อย่างสร้างสรรค์
ความรู้อันมากหลายในโลกนั้น สามารถรวบรวม จัดระบบ ประมวลผลได้ด้วยคอมพิวเตอร์ ซึ่งสามารถประมวลผลข้อมูลจำนวนมหาศาลได้อย่างถูกต้องและรวดเร็ว อีกทั้งระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่สามารถเชื่อมโยงข้อมูลทั้งโลกเข้าหาผู้ที่ต้องการได้อย่างรวดเร็ว หากไม่มีวิทยาการคอมพิวเตอร์ สิ่งนี้ไม่สามารถทำให้เกิดขึ้นได้เลย ซอฟท์แวร์คอมพิวเตอร์สามารถกำหนดเงื่อนไข หรือหลักเกณฑ์ที่ต้องการกระทำกับข้อมูล ความรู้ ต่างๆได้ ดังนั้นนักเขียนโปรแกรม หรือโปรแกรมเมอร์จึงเป็นที่ต้องการมาก คล้ายกับว่าขณะนี้มีปลาในท้องทะเลจำนวนมาก แต่ยังไม่มีผู้ไปจับหรือมีผู้ไปจับอยู่จำนวนน้อย สิ่งที่บริษัทกูเกิ้ลหรือเฟสบุ๊คทำนั้น บางคนอาจคิดว่ายิ่งใหญ่แล้ว แต่สำหรับผู้เขียนคิดว่า เป็นเพียงการเริ่มต้นเท่านั้น ยังมีน่านน้ำใหม่ๆให้ล่าปลาอีกเป็นจำนวนมาก
          สิ่งที่กูเกิ้ลทำนั้นเป็นเพียงเครื่องจักรค้นหาข้อมูล (Search Engine) เท่านั้น ไม่ต่างจากการเข้าห้องสมุด เราเข้าไปห้องสมุด อาจจะออกมาด้วยความงุนงงหนักกว่าเดิมก็ได้ เพราะสิ่งที่เราต้องการไม่ใช่ความรู้ แต่เราต้องการ “การแก้ปัญหา” (Solution) หรือ สติปัญญา ซึ่งระบบคอมพิวเตอร์ในทุกวันนี้ ยังไม่ได้ก้าวเข้าไปถึงจุดนี้เลย มันเพียงแต่ช่วยรวบรวม ค้นหา ข้อมูลขนาดใหญ่ให้เราได้เท่านั้น แต่ก็ถือว่ามีประสิทธิภาพสูงกว่าในสมัยก่อนเป็นอย่างมาก (ผู้เขียนเคยค้นหาข้อมูลจากห้องสมุดในอดีตใช้เวลานานมาก หรือหาไม่ได้ ต่างจากทุกวันนี้)
          สิ่งที่รอการพัฒนาสำหรับคอมพิวเตอร์ จึงไม่ใช่ตัวเทคโนโลยี เช่น ขนาดของชิพ หรือ ความเร็ว แต่เป็น นวัตกรรม และอัลกอริทึม หรือ กระบวนการคิด ของคอมพิวเตอร์ ที่สามารถประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับคนบนโลก เช่นในอนาคตคอมพิวเตอร์อาจจะทำตัวเป็น ตัวแทน หรือ Agent ที่สามารถให้คำแนะนำกับผู้ใช้ได้ เปรียบเสมือนเป็นเลขานุการส่วนตัว หรือที่ปรึกษา ซึ่งซอฟท์แวร์ประเภท Agent จะใช้หลักการของปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence) ในการสร้าง หรือคอมพิวเตอร์ที่เรียนรู้จิตใจของมนุษย์ และแม้แต่คอมพิวเตอร์ที่ซ่อมแซมตนเองได้ (เหมือนกับมนุษย์ ที่สร้างเซลล์ใหม่แทนเซลล์เก่าได้)
          นอกจากศาสตร์ของคอมพิวเตอร์โดยตรงแล้ว ศาสตร์อื่นๆก็ต้องการคอมพิวเตอร์เข้าไปช่วยเหลือด้วยเช่นกัน เช่นการแพทย์ สังคมศาสตร์ ซึ่งหากจะกล่าวแล้วต้องบอกว่า ทุกศาสตร์ล้วนต้องการคอมพิวเตอร์เข้าไปช่วยเหลือทั้งสิ้น นอกจากการแก้ปัญหาด้วยสมการทางคณิตศาสตร์หรือระบบเว็บแล้ว คอมพิวเตอร์ยังสามารถจำลอง (Simulate) ระบบต่างๆที่ต้องการได้ ซึ่งไม่สามารถทำได้เลยหากไม่มีคอมพิวเตอร์ เช่นการจำลองสภาพทางเศรษฐกิจ, การจำลองทางเคมี, ชีววิทยา, เภสัชศาสตร์, จำลองสภาพอากาศ ดังนั้นคอมพิวเตอร์จะเป็นผู้ช่วยบูรณาการข้อมูล ความรู้ต่างๆให้กับผู้ที่ต้องการได้เป็นอย่างดี


จะนำวิทยาการคอมพิวเตอร์เป็นตัวช่วยพาสู่การเรียนรู้แห่งศตวรรษที่ 21 ได้อย่างไร
          สิ่งนี้จะเป็นไปไม่ได้ หากท่านไม่มีความเข้าใจในเรื่องของการเรียนรู้ เนื่องจากความรู้แบบท่องจำไม่เพียงพอกับการอยู่รอดในศตวรรษที่ 21 เพราะต่อให้เรามีคอมพิวเตอร์ที่มีประสิทธิภาพสูงเพียงใดก็ตาม แต่ไม่มีซอฟท์แวร์ที่ดี หรือใช้ไม่เป็น มันก็เป็นเพียงเฟอร์นิเจอร์ประดับบ้านเท่านั้น ดังนั้นการเตรียมพร้อมเข้าสู่การเรียนรู้แบบไร้ข้อจำกัด ต้องเริ่มที่ตัวท่านเองก่อน ท่านจะต้องเปิดหูเปิดตา เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ วิทยาการด้านต่างๆที่โลกได้รวบรวมไว้ให้ แต่ทั้งหมดนี้คอมพิวเตอร์จะเป็นผู้รับใช้ท่านอย่างซื่อสัตย์และน่ารักที่สุด เพราะมันเก่งและไม่เคยคดโกงเราแม้แต่น้อย (ไม่รวมกรณีโดนไวรัส ซึ่งเหมือนกับการเสียสติของคนที่เคยเป็นคนดี)
          สิ่งที่คอมพิวเตอร์ช่วยท่านได้คือ
1.       รวบรวม  ความรู้ทั้งหมดในโลก (เท่าที่ท่านอยากจะรู้) สามารถเก็บในฮาร์ดดิสก์ได้อย่างเหลือเฟือ
2.     ค้นหา     ด้วยเครือข่ายอินเทอร์เน็ตและซอฟท์แวร์ที่มีประสิทธิภาพ ท่านสามารถหาความรู้ที่ท่านต้องการทราบได้อย่างง่ายดาย
3.  ประมวลผล  ความรู้ต่างๆสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในเชิงสร้างสรรค์ได้ตามที่ท่านต้องการ เช่นการแก้ปัญหาหรือการสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ
4.   นำเสนอ  หากท่านต้องการพูดคุยกับโลก คอมพิวเตอร์สามารถช่วยท่านได้ในแบบที่ในอดีตต้องใช้ทรัพยากรและเงินทองมากมาย แต่ทุกวันนี้สามารถทำได้ด้วยตนเอง
          ที่กล่าวมา 4 ข้อนี้เป็นเพียงการยกตัวอย่างเท่านั้น เพื่อให้ท่านได้มีแนวทางในการประยุกต์ใช้คอมพิวเตอร์ได้อย่างคุ้มค่ามากยิ่งขึ้น

บทสรุป
          เราอาจจะต้องย้อนกลับไปศึกษา ปัจจัยแห่งการเรียนรู้ของปราชญ์สมัยโบราณ เช่นเล่าจื๊อ ขงจื๊อ นิวตัน ไอน์สไตน์ เพื่อถอดบทเรียนและนำมาใช้ในโลกปัจจุบันอย่างเหมาะสม ซึ่งสิ่งที่ผู้เขียนอาจจะบอกก็คือ ท่านเหล่านั้นล้วนเป็นผู้สร้างความรู้ขึ้นมาจากตนเองทั้งสิ้น มีความกล้าคิด และคิดแบบสร้างสรรค์ ท่านเหล่านั้นต้องผ่านการศึกษาจากผู้อื่นมาก่อน และไม่เคยหยุดการเรียนรู้ เพราะท่านเหล่านั้นล้วนมีการเรียนรู้เป็นชีวิตประจำวัน ทุกวันนี้สังคมโลกต้องการการเปลี่ยนแปลง เข้าสู่สังคมแห่งปราชญ์ หากประชากรโลกสามารถเข้าถึงความรู้ต่างๆได้ เข้าใจและรักในการเรียนรู้ ทุกคนก็จะเป็นปราชญ์ได้ และสังคมก็จะพัฒนา มีความเข้มแข็งทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคม คอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ตจะเป็นดั่งถนนที่มีอยู่ทั่วไปทุกหนแห่ง และเป็นเครื่องมืออันปกติของทุกคนที่ต้องการสร้างปัญญาให้เกิดขึ้น

เอกสารอ้างอิง
วิธาน ฐานะวุฑฒ์. (2553). หัวใจใหม่-ชีวิตใหม่. กรุงเทพฯ : ศยาม.
ประสาน ต่างใจ. (2542). วิทยาศาสตร์จิตวิญญาณ. กรุงเทพฯ : โครงการวิถีทรรศน์.
วิจารณ์ พานิช. (2555). วิถีสร้างการเรียนรู้เพื่อศิษย์ในศตวรรษที่ 21. กรุงเทพฯ : มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์.
เคน วิลเบอร์. (2557). ไร้พรมแดน แปลจากเรื่อง NO BOUNDARY โดย ปลายอ้อ วงศ์สุชาต. กรุงเทพฯ : เดียร์ เดียร์.
มิชิโอะ คากุ. (2554). มโนทัศน์แห่งอนาคต แปลจากเรื่อง Visions:how science will revolutionize the 21st century. กรุงเทพฯ : มติชน.



ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น