วันอังคารที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2558

การสร้างความคิดรวบยอด

      ยุคนี้เป็นยุคที่น่าสนใจเป็นอย่างมาก เป็นยุคที่ข้อมูลข่าวสาร ความรู้ต่างๆของมนุษย์ สามารถเข้าถึงได้ง่าย ยิ่งกว่าการปลอกกล้วยเข้าปาก
     แต่ในทางกลับกัน อาจเป็นยุคที่น่าปวดหัวสำหรับใครหลายๆคน.....ที่วิ่งไม่ทันความรวดเร็วของมัน
     โลกไม่ได้หมุนเร็วขึ้น แต่คนเคลื่อนที่เร็วขึ้น
     ซึ่งผมทายว่า ระดับความดันหรือระดับชีพจรเฉลี่ยของคนในยุคนี้ น่าจะสูงกว่าคนในอดีต
     หากเราผูกโยงตัวเองเข้ากับสังคม คนในสังคมเคลื่อนที่เร็ว เราก็ย่อมต้องเคลื่อนเร็วตามไปด้วย
     การกระทำของคนในสังคม มีผลกระทบต่อเรา
     เมื่อคนพูดเร็ว ทำเร็ว คิดเร็ว หายใจเร็ว อาจเหนี่ยวนำให้เราเร็วตาม.... หรือไม่ก็ทำให้เราท้อใจ

    เราจะอยู่ได้อย่างใร ในยุคแห่งโอกาส หรือทางสองแพร่งเช่นนี้
                    หากจับถูกทาง ก็ไปโลด
                    หากจับผิดทาง ก็ไปริ่ง

    ผมอยากแนะนำให้ฝึกวิธีคิดแบบ "รวบยอด" หรือภาษาปะกิตใช้คำว่า Conceptual Thinking คือการคิดเพื่อสร้าง "ความเข้าใจ" หรือสร้างนิยามส่วนตัว โดยมีการเชื่อมโยงกับความรู้ต่างๆในสมองของเรา "อย่างเป็นระบบ"

  การศึกษาในระบบโรงเรียน ไม่ได้ฝึกสร้าง Conceptual Thinking เท่าไร เพราะเป็นการเรียนแบบ "แยกวิชา" และเรียนแบบ "นกแก้ว นกขุนทอง" จำเพื่อนำไปสอบ  ไม่ได้ให้ฝึก ใช้ความคิด

  เราจึงต้องพึ่งตนเองในเรื่องนี้ (เสียใจด้วยนะครับ เด็กเรียนทั้งหลาย) แต่ผู้ใฝ่รู้ที่แท้จริง (ไม่ใช่เรียนเพียงเพื่อทำเกรด) ย่อมเข้าใจในประเด็นนี้ เพราะผู้ใฝ่รู้ ต้องมองเห็น "กรอบ" ที่มาตีให้ความคิดตนเอง และสามารถออกจากกรอบนั้นได้

   สังคมยุคใหม่ ต้องการคนที่คิดได้ คิดเป็น ไม่ใช่คนที่ จำได้ คิดไม่เป็น  หลายครั้งที่คนเรามัวแต่วิพากย์ วิจารณ์สิ่งต่างๆ หรือข้อมูลข่าวสารต่างๆที่เกิดขึ้น โดยอาจโพสคำวิจารณ์นั้นๆลงเฟสบุค เพื่่อแสดงความคิดของตน นั่นเป็นการใช้ Social Power เพียงส่วนเดียวเท่านั้น ซึ่งหากเขาเปลี่ยนเป็น วิเคราะห์ ตีความ แล้วจึงวิพากย์ และนำเสนอ ก็จะดีกว่า สังคมเชื่อข่าวลือก็จะลดทอนลงบ้าง

  การฝึกสร้างความคิดรวบยอด สามารถทำได้โดยการฝึกการสรุปความ, การย่อความ, การวิพากย์ (ยังไม่นำเสนอนะครับ หมายถึงฝึกในสมอง) เช่น เมื่อรับข่าวสารมาจากสื่อต่างๆ ก็อย่าพึ่งใส่ความคิดเห็นหรือความรู้สึกส่วนตัวเข้าไป ให้พิจารณาข่าวสารนั้นแล้วแปลงเป็นรูปภาพในใจ โดยมีตรรกะที่ถูกต้องเป็นหลัก
    เช่น คุณอาจสรุปความได้ดังนี้
      1.ข่าวในหนังสือพิมพ์นี้ส่วนใหญ่เป็นข่าวอาชญากรรม รองลงมาเป็นการเมือง เป็นข่าวร้ายมากกว่าข่าวดี ฯลฯ
     2. การเรียนหนังสือก็เพื่อการออกไปทำงาน แต่ไม่เกี่ยวกับเรื่องของการหาความสุข
     3. เพื่อนส่วนใหญ่ก็อยากสนุก การชวนเราไปเที่ยวก็เพื่ออยากมีเพื่อนสนุก ไม่ได้หวังดีต่อเราอย่างแท้จริง
     ฯลฯ

    การฝึกความคิดรวบยอด เป็นเช่นนี้..... เป็นการสรุป

    แต่อย่าลืมว่า คุณอาจสรุปผิดได้
    แต่ก็ยังดีกว่า ไม่ได้ฝึก
    ทางที่ดี ฝึกไว้แล้วทำการ วิพากย์บทสรุปของตนเองอีกชั้นหนึ่ง และเปิดใจกว้างเสมอสำหรับคำวิพากย์จากผู้อื่น

    ความจริงแท้ ย่อมต้องผ่านการพิสูจน์
    เมื่อเวลาผ่านไป คุณจะมองเห็นความจริงเอง

ครูของเรา เช่นศาสดาต่างๆ ท่านก็ใช้วิธีการเช่นนี้
    เช่น พระพุทธเจ้ากล่าวว่า สังขารต่างๆล้วนเป็นทุกข์ หรือสรรพสิ่งในสากลจักรวาลนี้ ล้วนเป็นทุกข์....สิ่งนี้เป็นความคิดรวบยอดที่ชัดเจน ตรงประเด็น และสั่นคลอนจิตใจได้อย่างแท้จริง (สังขาร ภาษาบาลี หมายถึง สิ่งปรุงแต่ง)
   หรือ ความจริงที่ควรรู้ มีเพียง 4 ข้อ คือ ทุกข์ เหตุแห่งทุกข์ การดับไปแห่งทุกข์ และทางดำเนินไปให้ถึงการดับแห่งทุกข์ ....นี่ก็เป็นยอดแห่งความคิดรวบยอดอีกเช่นกัน


    ความคิดรวบยอด เป็นสิ่งสำคัญสำหรับ การใช้ชีวิต ณ ขณะนี้



ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น